ปัญหาที่มักพบในการให้อาหารสายยางผ่านรูจมูก การให้อาหารทางสายยางผ่านรูจมูก (Nasogastric Tube - NG Tube) แม้จะเป็นวิธีที่สะดวกและไม่ต้องผ่าตัด แต่เนื่องจากสายต้องผ่านช่องจมูกและคอหอยซึ่งเป็นจุดที่บอบบาง จึงมักพบปัญหาที่ผู้ดูแลต้องหมั่นสังเกต ดังนี้ครับ
1. ปัญหาบริเวณจมูกและใบหน้า
แผลกดทับที่ปีกจมูก: เกิดจากการที่พลาสเตอร์ดึงสายยางตึงเกินไป หรือสายยางกดทับที่ขอบจมูกเป็นเวลานาน ทำให้ผิวหนังแดงและกลายเป็นแผลได้
จมูกและคอแห้ง: ผู้ป่วยอาจรู้สึกระคายเคืองคอ หรือจมูกแห้งจากการที่มีสิ่งแปลกปลอมใส่ไว้ตลอดเวลา
พลาสเตอร์หลุดง่าย: คราบมันบนใบหน้าหรือเหงื่อทำให้พลาสเตอร์เลื่อน ซึ่งเสี่ยงต่อการที่สายยางจะเคลื่อนที่ออกจากตำแหน่งเดิม
2. ปัญหาเกี่ยวกับตัวสายยาง (Mechanical Problems)
สายยางอุดตัน (Tube Clogging): มักเกิดจากล้างสาย (Flush) ไม่สะอาดหลังให้อาหารหรือยา หรือปั่นอาหารไม่ละเอียดพอ
สายยางเลื่อนหลุด (Displacement): ผู้ป่วยอาจเผลอดึง หรือสายเลื่อนออกมาขณะไอ/จาม หากสายเลื่อนขึ้นมาอยู่ที่หลอดอาหารจะทำให้เสี่ยงต่อการสำลักเข้าปอดทันที
สายยางเสื่อมสภาพ: เมื่อใช้นานเกินไป (ปกติ 2-4 สัปดาห์) สายจะเริ่มแข็งตัวหรือแตกหัก ทำให้ระคายเคืองเนื้อเยื่อมากขึ้น
3. ปัญหาทางระบบทางเดินอาหาร
ท้องอืดและแก๊สในกระเพาะ: เกิดจากการที่อากาศเข้าไปในสายขณะเปิดจุก หรือให้อาหารเร็วเกินไป
ท้องเสีย: อาจเกิดจากสูตรอาหารเข้มข้นเกินไป อาหารไม่สะอาด หรือให้ขณะที่อาหารยังเย็นจัด
กรดไหลย้อน: สาย NG ไปขวางการปิดของหูรูดหลอดอาหาร ทำให้น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาได้ง่ายกว่าคนปกติ
4. ปัญหาที่รุนแรง: การสำลักลงปอด (Aspiration)
เป็นปัญหาที่อันตรายที่สุด มักเกิดจากสายยางเลื่อนผิดตำแหน่ง หรือการนอนราบขณะให้อาหาร
สัญญาณเตือน: ผู้ป่วยไอ หน้าเขียว หรือมีเสียงครืดคราดในปอดขณะหรือหลังให้อาหาร
💡 แนวทางแก้ไขและป้องกัน
เปลี่ยนตำแหน่งพลาสเตอร์ทุกวัน: เช็ดทำความสะอาดจมูกด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำเกลือ และติดพลาสเตอร์ใหม่โดยไม่ให้สายกดทับขอบจมูก
เช็กขีดเครื่องหมาย: ตรวจดูขีดเลขที่สายยางทุกครั้งก่อนให้อาหารว่าตรงกับที่พยาบาลทำไว้หรือไม่
ล้างสายให้สะอาด: ให้น้ำตาม 30-50 ซีซี จนสายใสไม่มีคราบอาหารเหลืออยู่
ดูแลช่องปาก: แปรงฟันหรือเช็ดทำความสะอาดปากและลิ้นวันละ 2 ครั้ง แม้ผู้ป่วยไม่ได้ทานทางปาก เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคที่จะลงสู่ปอด